WWW.TRAVEL2GUIDE.COM

 
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดพระแก้ว
 

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดพระแก้ว นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๒๗

     เป็นวัดที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง ตามแบบวัดพระศรีสรรเพชญ สมัยอยุธยา วัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นบริเวณ เป็นวัดคู่กรุงที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ใช้เป็นที่บวชนาคหลวง และประชุมข้าทูลละอองพระบาทถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ ภายหลังจากการสถาปนาแล้ว ก็ได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชกาล เพราะเป็นวัดสำคัญ จึงมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่ทุก ๕๐ ปี คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน

     เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ผ่านมา การบูรณปฏิสังขรณ์ที่ผ่านมา มุ่งอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันเป็นมรดกชิ้นเอกของชาติ ให้คงความงามและรักษาคุณค่าของช่างศิลปไทยไว้อย่างดีที่สุด เพื่อให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้อยู่คู่กับกรุงรัตนโกสินทร์ตลอดไป

 

พระอุโบสถ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นพระอุโบสถขนาดใหญ่ หลังคาลด ๔ ระดับ ๓ ซ้อน มีช่อฟ้า ๓ ชั้น

 

พระอุโบสถ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นพระอุโบสถขนาดใหญ่ หลังคาลด ๔ ระดับ ๓ ซ้อน มีช่อฟ้า ๓ ชั้น ปิดทองประดับกระจก ตัวพระอุโบสถมีระเบียงเดินได้โดยรอบ มีหลังคาเป็นพาไลคลุม รับด้วยเสานางรายปิดทองประดับกระจกทั้งต้น พนักระเบียงรับเสานางราย ทำเป็นลูกฟักประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีอย่างจีน ตัวพระอุโบสถมีฐานปัทม์รับอีกชั้นหนึ่ง ประดับครุฑยุดนาคหล่อด้วยโลหะปิดทอง มีเสารายเทียนหล่อด้วยทองแดงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน

 

 

ผนังพระอุโบสถ ในรัชกาลที่ ๑ เขียนลายรดน้ำบนพื้นชาดแดง รัชกาลที่ ๓ โปรดเล้าฯ ให้ปั้นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ปิดทองประดับกระจก เพื่อให้เข้ากับผนังมณฑป ปิดทองประดับกระจก บานพระทวารและพระบัญชรประดับมุกทั้งหมด ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่เชิงบันไดมีสิงห์หล่อด้วยสำริดบันไดละคู่ รวม ๑๒ ตัว โดยได้แบบมาจากเขมรคู่หนึ่ง
แล้วหล่อเพิ่มอีก ๑๐ ตัว

 

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

 

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร(พระแก้วมรกต)
พระพุทธรูปปางสมาธิ ทำด้วยมณีสีเขียวเนื้อเดียวกันทั้งองค์ หน้าตักกว้าง ๔๘.๓ ซม. สูงตั้งแต่ฐานถึงยอดพระเศียร ๖๖ ซม. ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชศรัทธาสร้างเครื่องทรงถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน

     เครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน เป็นเครื่องต้นประกอบด้วยมงกุฎพาหุรัด ทองกร พระสังวาล เป็นทองลงยา ประดับมณีต่างๆ จอมมงกุฎประดับด้วยเพชร

     เครื่องทรงสำหรับฤดูฝน เป็นทองคำ เป็นกาบหุ้มองค์พระอย่างห่มดอง จำหลักลายที่เรียกว่าลายพุ่มข้าวบิณฑ์ พระเศียรใช้ทองคำเป็นกาบหุ้ม ตั้งแต่ไรพระศกถึงจอมเมาฬี เม็ดพระศกลงยาสีน้ำเงินแก่ พระลักษมีทำเวียนทักษิณาวรรต ประดับมณีและลงยาให้เข้ากับเม็ดพระศก

     พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างเครื่องฤดูหนาวถวายอีกชุดหนึ่ง ทำด้วยทองเป็นหลอดลงยาร้อยด้วยลวดทองเกลียว ทำให้ไหวได้ตลอดเหมือนกับผ้า ใช้คลุมทั้งสองพาหาขององค์พระ

     บุษบกทองที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร สร้างด้วยไม้สลักหุ้มทองคำทั้งองค์ ฝังมณีมีค่าสีต่างๆ ทรวดทรงงดงามมาก เป็นฝีมือช่างรัชกาลที่ ๑ เดิมบุษบกนี้ตั้งอยู่บนฐานชุกชี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระเบญจาสามชั้นหุ้มด้วยทองคำ สลักลายวิจิตรหนุนองค์บุษบกให้สูงขึ้น บนฐานชุกชีด้านหน้า ประดิษฐานพระสัมพุทธพรรณี เป็นพระพุทธรูปที่คิดแบบขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยไม่มีเมฬี มีรัศมีอยู่กลางพระเศียร จีวรที่ห่มคลุมองค์พระเป็นริ้ว พระกรรณเป็นแบบหูมนุษย์ธรรมดาโดยทั่วไป

     หน้าฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ องค์ด้านเหนือพระนามว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก องค์ด้านใต้พระนามว่า พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระพุทธรูปทั้งสองพระองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์สูง ๓ เมตร ทรงเครื่องแบบจักรพรรดิ์หุ้มทองคำ เครื่องทรงเป็นทองคำลง
ยาสีประดับมณี

 

ปราสาทพระเทพบิดร แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า "พระพุทธปรางค์ปราสาท"

 

ปราสาทพระเทพบิดร แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า "พระพุทธปรางค์ปราสาท" เริ่มสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต เนื่องด้วยพระอุโบสถนั้นมีฐานเตี้ยกว่าพระมณฑปซึ่งประดิษฐานพระธรรม ครั้นสร้างสำเร็จพบว่า มีขนาดเล็กไม่เพียงพอต่อการประกอบการพระราชพิธีต่างๆ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เกิดเพลิงไหม้ชำรุดเสียหาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์ แต่ยังไม่แล้วเสร็จก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะต่อจนแล้วเสร็จ พระราชทานนามใหม่ว่า "ปราสาทพระเทพบิดร" พร้อมโปรดให้อัญเชิญพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้ง 5 พระองค์ มาประดิษฐานภายในพระปราสาทนี้ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ยังคงใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 1-8 สืบเนื่องต่อมา

 

พระวิหารยอด รัชกาล ที่ 1

 

พระวิหารยอด รัชกาล ที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในระยะที่ 2 ของการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อประดิษฐานพระเทพบิดร ซึ่งแต่เดิมเป็นเทวรูปสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) พระปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา ประดิษฐานไว้ในพระวิหารเรียกกันว่า "หอพระเชษฐบิดร" รูปร่างของหอพระหลังนี้จะเป็นอย่างไรไม่ปรากฏ แต่เรียกว่า "วิหารขาว" ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะฝาผนังโปกปูนขาว ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้รื้อลงสร้างขึ้นใหม่เป็นวิหารยอด ตามที่กรมหลวงนรินทรเทวีได้ทรงบรรยายไว้ว่า "ทรงสร้างสรรพิหารยอดประดับพื้นผนังขาวแพรวพราวเลื่อนศรีเพรา เชิญพระศิลา 3 พระองค์ ทรงประดิษฐานไว้เป็นพระประธานเฒ่าฝาผนังเขียนเรื่องอิเหนา ลายระบายเส้นทองคำ ประดับพื้นทำล้วนศิลาลาดสะอาดเลื่อมบรรจงสรร" พร้อมทั้ง โปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระเทพบิดรและพระนากซึ่งย้ายมาจากหอพระนาก และพระพุทธรูปศิลา และมีการปฏิสังขรณ์เรื่อยมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

 

หอระฆัง ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของพระอุโบสถพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นให้ครบบริบูรณ์ ตามระเบียบของการสร้างวัดคือ มีพระอุโบสถ, พระวิหาร, พระเจดีย์, พระมณฑปประดิษฐาน,พระไตรปิฎก และหอระฆัง ระฆังที่นำมาประดิษฐานนี้สันนิษฐานได้เป็น 2 นัย นัยหนึ่งกล่าวว่าเป็นระฆังซึ่งพบในการขุดสระ เพื่อสร้างหอไตร
ที่วัดระฆังโฆสิตาราม และทรงผาติกรรมมาจากวัดนั้น เนื่องด้วยเป็นระฆังที่มีเสียงกังวาลมาก แต่อีกนัยหนึ่งกล่าวว่า
เป็นระฆังที่โปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้น เพื่อประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามโดยเฉพาะ
หอระฆังที่สร้างขึ้นในรัชกาลนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีรูปร่างอย่างไร

หอระฆัง

 

ศาลาราย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นมีเป็นศาลาโถงไม่มีฝา จำนวน 12 หลัง ตั้งอยู่รายรอบพระอุโบสถ ด้านทิศเหนือ และทิศใต้มีจำนวนด้านละ 4 หลัง ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกมีจำนวนด้านละ 2 หลัง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีรูปร่างลักษณะแบบใด ใช้เป็นที่อ่านหนังสือศาสนาให้ราษฎรที่ไม่รู้หนังสือฟังเวลามีงานหรือวัน สำคัญทางพระพุทธศาสนา และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ด้วย มีลักษณะเหมือนกันทั้งรูปร่าง ขนาดและความสูง ลักษณะเป็นศาลาโถงขนาด 2 ห้อง หลังคาทรงไทย มุงด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบสี โดยมีพื้นสีน้ำเงินขอบสีส้ม หน้าบันเป็นรูปเทพนม บนพื้นกระจกสีขาว มีลาย กระหนกประกอบโดยรอบบนกระจกพื้นสีน้ำเงิน ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์และนาคสะดุ้งทำด้วยไม้ มีคันทวยไม้จำหลักลายเป็นรูปพญานาครองรับชายคาโดยรอบ เพดานฉลุฉายปิดทองบนพื้นชาด เสาเป็นเสาสี่เหลี่ยมฉาบปูนย่อเหลี่ยม ระหว่างเสาทำเป็นคูหาโค้งตอนมุม พื้นซึ่งทำเป็น 2 ระดับปูด้วยหินอ่อน

ศาลาราย

 

พระเจดีย์ทองสององค์

 

พระเจดีย์ทองสององค์ ตั้งอยู่บนฐานไพทีทางด้านทิศตะวันออกของปราสาทพระเทพบิดร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นอุทิศถวายสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (พระราชบิดา) และพระราชมารดา เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะเหมือนกันทั้งขนาด
รูปร่างและความสูง เป็นพระเจดีย์ทรงเครื่องย่อมุมไม้สิบสอง หุ้มด้วยแผ่นทองแดงหรือที่เรียกว่า "ทองจังโก" แล้วลงรักปิด
ทองทับอีกชั้นหนึ่ง ลักษณะของพระเจดีย์ย่อมุมแบบนี้เป็น
แบบที่สืบเนื่องมาจาก สมัยอยุธยาตอนปลาย ฐานของพระเจดีย์เป็นรูปแปดเหลี่ยมบุด้วยหินอ่อนจำหลั
กลายเป็นรูปกากบาท เหนือฐานแปดเหลี่ยมตั้งประติมากรรม
รูปมารแบก และกระบี่แบกด้านละ 3 ตน และทุกย่อมุมอีกมุม
ละ 2 ตน รวมทั้งหมด 20 ตน เฉพาะตัวกลางทั้ง 4 ด้านเป็นขุนกระบี่ นอกจากนั้นเป็นพระยากุมภัณฑ์ทั้งหมด แต่ละตนมีใบ
หน้าเครื่องแต่งตัวและสีของกายเป็น ไปตามลักษณะ
ในเรื่องรามเกียรติ์

 

พระมณฑป เดิมคือ หอมณเฑียรธรรม

 

พระมณฑป เดิมคือ หอมณเฑียรธรรม ซึ่งตั้งอยู่กลาง สระ ที่ถูกไฟไหม้ แต่ยกเอาตู้ประดับมุก ทรงมณฑปพร้อมทั้งพระไตรปิฎกฉบับทองใหญ่ ซึ่งได้ทำการสังคายนาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างที่ประดิษฐานพระไตรปิฎกใหม่โดยถมสระเดิมสร้าง ฐานพทีให้สูงเป็นที่ประดิษฐานพระมณฑป

 

พระศรีรัตนเจดีย์ พระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

พระศรีรัตนเจดีย์ พระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ.2398 ตามแบบพระมหาเจดีย์ ในวัดพระศรีสรรเพชญ กรุงศรีอยุธยา เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่ทรงได้มาจากลังกา แต่การก่อสร้างพระศรีรัตนเจดีย์ยังไม่แล้วเสร็จ ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน ต่อมารัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เสริมพอกแก้รูปทรงพระศรีรัตนเจดีย์ ประดับกระเบื้องทองภายนอกและเขียนผนังภายในทำบานประตูและปูพื้นหินอ่อนภายใน ในรัชกาลที่ 7 ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ภายนอกองค์พระศรีรัตนเจดีย์ และในรัชกาลปัจจุบันได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระศรีรัตนเจดีย์อีกครั้งหนึ่ง พระศรีรัตนเจดีย์เป็นพระเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา รูปแบบเดียวกับพระเจดีย์ 3 องค์ ที่วัดพระศรีสรรเพชญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระเจดีย์ก่ออิฐถือปูนประดับกระเบื้องโมเสกทองทั้งองค์ ภายในกลวงเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์องค์เล็กบรรจุพระบรมสารีริกธาต

 

นครวัดจำลองพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

นครวัดจำลองพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้พระยาสามภพพ่ายออกไปถ่ายแบบปราสาทนครวัด เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา แล้วมาจำลองไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อให้ประชาชนชม โดยถือว่าเป็นสิ่งแปลก กล่าวกันว่า ฝีมือจำลองนั้นเฉียบขาดนัก ได้ทั้งรูปทรง สัดส่วน และลวดลายภายนอกที่ต้องตรงกับของจริง แต่การสร้างทิ้งค้างไว้จนถึงรัชกาลที่ 5 จึงโปรดฯ ให้สร้างต่อจนแล้วเสร็จให้สร้างขึ้นใหม่ด้วยปูน เพื่อฉลองพระนครครบรอบ 100 ปี